top of page

โรคข้อเข่าเสื่อม (Knee osteoarthritis)



“รู้จักโรคข้อเข่าเสื่อมกับหมอสักกาเดช”



โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคที่เกิดจากการเสียดสีและมีการสึกกร่อน (wear and tear) ของกระดูกอ่อนผิวข้อ (articular cartilage) อย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่อกระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลาย ทำให้เกิดรอยถลอกขรุขระที่ผิวข้อ ส่งผลให้เกิดอาการปวด เสียว ในข้อเข่า เวลาขยับจะมีเสียงดังในข้อเข่า


ในปัจจุบัน ผู้สูงวัยอายุเกิน 65 ปี ป่วยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมมากถึง 33.6% (1) โดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย สาเหตุที่ผู้หญิงมีภาวะข้อเข่าเสื่อมได้มากกว่าผู้ชาย เชื่อว่ามาจากกายวิภาคกระดูก ปริมาณกระดูกอ่อนในข้อเข่า พันธุกรรม และ ฮอร์โมนที่ต่างกัน ดังนั้นผู้หญิงไทยหลายคนเมื่อใกล้เข้าสู่อายุ 50 ปี จะเริ่มมีอาการปวดตึงในข้อเข่า เวลาเดินขึ้น-ลงบันไดมีอาการขัดในข้อ หรือนั่งพับเข่าลำบาก อาการจะดีขึ้นเมื่อหยุดใช้ข้อ อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของภาวะข้อเข่าเสื่อม


“ดังนั้นถ้าเราเริ่มนั่งคุกเข่า หรือนั่งยอง ๆ ไม่ได้ให้สงสัยว่าเริ่มเป็นข้อเข่าเสื่อมแล้ว”


The effect of patients' sex on physicians' recommendations for total knee arthroplasty. Borkhoff CM, Hawker GA, Kreder HJ, Glazier RH, Mahomed NN, Wright JG, CMAJ. 2008 Mar 11; 178(6):681-7.


“ภาวะข้อเข่าเสื่อมบางครั้ง...เลี่ยงไม่ได้จริง ๆ”



ฮอร์โมนเพศหญิง หรือ เอสโตรเจน มีส่วนช่วยบำรุงเซลล์กระดูกอ่อนผิวข้อ (chondrocyte) และเพิ่มโครงสร้างร่างแหในกระดูกอ่อน (proteoglycan) ดังนั้น ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนซึ่งขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ดังนั้นจึงเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ทำให้เกิดข้อเข่าเสื่อม อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดข้อเข่าเสื่อม ได้แก่

  • น้ำหนักตัวที่เกิน น้ำหนักตัวมีความสัมพันธ์อย่างมากกับเข่าเสื่อม พบว่าน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น 0.5 กิโลกรัม จะเพิ่มแรงที่กระทำต่อข้อเข่า 1-1.5 กิโลกรัม ขณะเดียวกันเซลล์ไขมันที่มากเกินไปจะมีผลต่อเซลล์กระดูกอ่อนและเซลล์กระดูก ส่งผลให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น

  • พฤติกรรมการใช้งาน ท่าทาง กิจกรรมที่มีแรงกดต่อข้อเข่ามาก เช่น การนั่งคุกเข่า พับเพียบ ขัดสมาธิ ขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ เป็นต้น

  • ความบกพร่องของส่วนประกอบของข้อ เช่น เอ็นหรือหมอนรองกระดูกเข่าขาด ข้อเข่าหลวม กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง

  • ภาวะข้ออักเสบอื่น ๆ

Richmond RS, Carlson CS, Register TC, Shanker G, Loeser RF. Functional estrogen receptors in adult articular cartilage: estrogen replacement therapy increases chondrocyte synthesis of proteoglycans and insulin-like growth factor binding protein 2. Arthritis Rheum. 2000;43:2081–2090. doi: 10.1002/1529-0131(200009)43:9<2081::AID-ANR20>3.0.CO;2-I.


“เกณฑ์การวินิจฉัยโรคข้อเข่าเสื่อม”



ถ้ามีอาการเหล่านี้แสดงว่าคุณเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม

  1. มีอาการปวดเข่า

  2. ภาพรังสีแสดงกระดูกงอก

  3. มีข้อสนับสนุน 1 ข้อ ดังต่อไปนี้

  • อายุเกิน 50 ปี

  • อาการฝืดแข็งในตอนเช้านานน้อยกว่า 30 นาที

  • มีเสียงกรอบแกรบขณะเคลื่อนไหวเข่า จากการเสียดสีของเยื่อบุภายในข้อ หรือผิวข้อ

“วิธีการถนอมข้อเข่าเมื่อเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม”


การรักษาข้อเข่าเสื่อมที่ได้ผลดี ต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วย ได้แก่


  • การลดน้ำหนัก โดยการคุมอาหาร และออกกำลังกาย การลดน้ำหนักอย่างน้อย 10% ของน้ำหนักตัวจะช่วยลดอาการปวดเข่าได้อย่างมีนัยสำคัญ

  • บริหารกล้ามเนื้อต้นขา เมื่อข้อเข่าเสื่อมจะทำให้กล้ามเนื้อรอบเข่า (Quadriceps & hamstrings) ลีบลง ทำให้น้ำหนักกระแทกที่กระดูกมากขึ้น และเร่งให้ข้อเข่าเสื่อมเป็นรุนแรงขึ้น การบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่าเพื่อเพิ่มความแข็งแรง (strengthening exercise) และเพื่อเพิ่มพิสัยการขยับข้อเข่า (range of motion exercise) สามารถลดแรงที่ไปกระแทกที่ผิวข้อ และลดอาการปวดได้เช่นกัน

  • การใส่อุปกรณ์พยุงเข่า (knee support) ในกรณีที่ข้อเข่าไม่มั่นคง เวลาเดินรู้สึกปวด การใส่ปลอกพยุงเข่าจะช่วยลดอาการปวดเวลาเดินได้ แต่ไม่แนะนำให้ใส่ตลอดเวลา หรือระยะเวลานาน ๆ เพราะยิ่งทำให้กล้ามเนื้อลีบลงเรื่อย ๆ

  • ใช้ไม้เท้าช่วยเดิน ในกรณีที่เข่าผิดรูปและเสียความมั่นคงไปมาก ทำให้เสียการทรงตัวเวลาเดิน หรือปวดมากเวลาลงน้ำหนัก การใช้ไม้เท้าช่วยเดินจะช่วยป้องกันการล้ม และบรรเทาอาการปวดขณะใช้งาน

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น หลีกเลี่ยงการนั่งยอง ๆ นั่งขัดสมาธิ และนั่งพับเพียบ

การรักษาข้อเข่าเสื่อมโดยการใช้ยา

เมื่อเกิดอาการปวดเข่า หรือข้อเข่าเสื่อมที่มีการอักเสบ แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อประเมินความรุนแรง และสาเหตุของอาการปวด เช่น เป็นจากข้ออักเสบ เส้นเอ็นรอบเข่าอักเสบ หรือ อาการปวดจากผิวข้อที่สึก การรักษาเบื้องต้น ประกอบด้วย การทานยาลดการอักเสบ ทายา และฉีดยาเข้าข้อเข่า ในปัจจุบันเรามียาใหม่ ๆ หลายประเภท เพื่อใช้ลดการอักเสบในข้อเข่า และชะลอการเสื่อมของกระดูกผิวข้อ ผู้ป่วยโรคข้อเข้าเสื่อมสามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาแต่เนิ่น ๆ เพื่อลดโอกาสการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมในอนาคต แพทย์และผู้ป่วยสามารถตัดสินใจร่วมกันว่าจะเลือกรับการรักษาวิธีไหน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด


“การักษาข้อเข่าเสื่อมโดยการผ่าตัด”


การผ่าตัดโรคข้อเข่าเสื่อม สามารถรักษาได้ด้วยการส่องกล้อง (knee arthroscopy) การผ่าตัดเปลี่ยนแนวกระดูก (knee osteotomy) การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อบางส่วน (unicompartmental knee arthroplasty: UKA) และ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (total knee arthroplasty: TKA)


การส่องกล้องข้อเข่า (knee arthroscopy)


ในกรณีข้อเข่าเสื่อมเล็กน้อย แต่อาการปวดไม่หาย การส่องกล้องข้อเข่า มีประโยชน์ในการรักษาเส้นเอ็นและหมอนรองกระดูกเข่า ที่ทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง


การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน (UKA)


เมื่อข้อเข่าเริ่มมีการผิดรูป และผิวข้อบางส่วนสึกหายไป การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน (UKA) ซึ่งเป็นผ่าตัดแผลเล็กประมาณ 6 ซม มีการบาดเจ็บน้อย โอกาสติดเชื้อน้อย และสามารถลดอาการปวดได้ดีมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถเดินได้ทันที ภายใน 24 ชม หลังผ่าตัด ทำให้เป็นที่นิยมในปัจจุบันมาก และระยะเวลาพักฟื้นในโรงพยาบาล เพียง 2-3 วัน


การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (TKA)


ในผู้ป่วยที่ผิวข้อถูกทำลายไปมาก มีความผิดรูปของข้อเข่า และมีอาการปวดเวลาทำกิจกรรม จากการศึกษาในวารสารการแพทย์การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เป็นการรักษาวิธีเดียวที่ได้ผลดีที่สุด ข้อดีของการผ่าตัดวิธีนี้ทำให้ไม่ปวดเสียวในข้อเข่าเวลาเดิน เข่าตรงขึ้น เหยียดงอเข่าได้ดีขึ้นหรือเทียบเท่าเดิม (ขึ้นอยู่กับการบริหารกายภาพแต่ละบุคคล)


ปัจจุบันข้อเข่าเทียมได้พัฒนาขึ้นมาก ด้วยเทคโนโลยีการผลิตและวัสดุที่ดีขึ้นทำให้อายุการใช้งานเฉลี่ย 95% ภายใน 15-20 ปี อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยบางราย (<1%) อาจเกิดการติดเชื้อในข้อเข่าเทียม และทำให้ต้องนอนโรงพยาบาลเข้ารับการผ่าตัดซ้ำซ้อนได้ ดังนั้นแพทย์แนะนำให้เข้ามาปรึกษากับแพทย์ที่จะทำการผ่าตัด เพื่อประเมินและป้องกันความเสี่ยงก่อนการผ่าตัด และติดตามการรักษา เหมือนรถยนต์ที่ต้องมาตรวจเช็คสภาพตลอดอายุการใช้งานนะครับ


101 views0 comments

Commentaires


bottom of page